|

สำนักงานการศึกษาออสเตรเลียแห่งนานาชาติ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย นำโดย ฯพณฯ มร. วิลเลียม แพทเทอร์สัน เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และมิสแอนน์ เรย์โนลด์ส ที่ปรึกษาทูตฝ่ายการศึกษา จัดงานเลี้ยงรับรองแก่อธิการบดี รองอธิการบดี พร้อมตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เพื่อร่วมฟังบรรยายในหัวข้อ “ทิศทางใหม่ในอนาคตสำหรับ มหาวิทยาลัยไทยและออสเตรเลีย” โดยเชิญ มร. เดวิด โรม อดีตผู้บริหารระดับสูง จาก Universities Australia (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย) มาเป็นผู้บรรยาย และมี ดร. ฉันทวิทย์ สุชาตานนท์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมบรรยายในฐานะตัวแทน ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยด้วย
พร้อมกันนี้ ฯพณฯ มร. วิลเลียม แพทเทอร์สัน ได้มอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดี แก่นักเรียนไทยที่ได้รับทุนการศึกษาออสเตรเลียประจำปี 2551 โดยมีผู้ได้รับทุน Endeavour จากประเทศไทย จำนวน 23 คน และทุน Australian Leadership Awards (ALA) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำอีก 3 คน
ทุนการศึกษาออสเตรเลีย (Australian Scholarships) เป็นทุนการศึกษาที่รัฐบาลออสเตรเลียริเริ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษาและการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟกิ ดว้ ยการมอบโอกาสทางการศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ตลอดจนทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาวิชาชีพ โดยมีมูลคา่ ของทุนรวม 1.4 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 42,000 ล้านบาท) มอบให้แก่นักเรียนนักศึกษาจากทั่วโลกในระยะเวลารวมทั้งสิ้น 5 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ทุนการศึกษาออสเตรเลียเชื่อมความสัมพันธ์ออสเตรเลีย-ไทยเนาวรัตน์ ไชยพัฒน์: นักวิชาการฝ่ายบริการตรวจสอบและรับรองระบบของสถาบันอาหาร ได้รับทุน Endeavour VET Awards ถึงวันนี้ดิฉันทำงานที่สถาบันอาหารมา 7 ปี หน้าที่รับผิดชอบคือ ตรวจโรงงานอาหารให้สอดคล้องกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้ไทยส่งสินค้าเข้าออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก ดิฉันจึงอยากเรียนรู้ระบบการทำงานของที่นั่นกระทั่งวันหนึ่งได้เ้ข้า้ ไปดูเว็บไซต์ของสถานทูตและเห็นว่ามีทุนการศึกษาด้านนี้ จึงตัดสินใจสมัคร โดยหัวข้อที่เลือกคือกรรมวิธีการผลิตผลผลิตทางการเกษตร และกฎหมายดา้ นอาหาร เพื่อดูว่า เวลาส่งสินค้าไปต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ควรทำอย่างไรให้สอดคล้องกับข้อบังคับของเขา จะได้ไม่เกิดการกีดกันทางการค้า และเพื่อให้ไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุด
หลังจากนั้นทางรัฐบาลออสเตรเลียส่ง อีเมลมาแสดงความยินดีวา่ ดิฉันไดรั้บการคัดเลือก และเป็น คนไทยหนึ่งเดียวที่ไดรั้บทุนนี้ร่วมกับเพื่อนๆ อีก 30 คนทั่วโลก ตอนนั้นทั้งรูสึ้กตื่นเต้น และดีใจมาก โดยเฉพาะการได้เรียนที่ “Royal Melbourne Institute of Technology” (RMIT) เมืองเมลเบิร์น ยิ่งดีใจเป็นสองเท่า เพราะเปน็ สถาบันที่มีชื่อเสียงมาก ดิฉันจึงตั้งใจพยายามเก็บเกี่ยวความรูใ้หไ้ ดม้ ากที่สุด สำหรับคนที่อยากไดทุ้น ดิฉันเชื่อว่า ต้องเริ่มจากความตั้งใจ พยายามหาขอ้ มูลทุกอยา่ ง ไมว่ า่ จะเปน็ ของรัฐบาลหรือเอกชนโดยเลือกทุนที่เราสามารถใช้ในการทำงานในอนาคตได้ สำคัญที่สุดคือ เมื่อมีโอกาสต้องกล้าเดินเข้าไปหามันอยู่เสมอ
พีรพัฒน์ วิทยศรีเจริญ์: วิศวกร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับทุน Endeavour Postgraduate Awards นี่คือการกลับไปออสเตรเลียครั้งที่สองของผม ครั้งแรกตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เพราะระบบการศึกษาของเขามีประสิทธิภาพ ผู้คนเป็นกันเอง ที่สำคัญคือระยะทางไม่ไกลจากประเทศไทยจึงไม่รู้สึกว่าอยู่ห่างบ้านเท่าไร
การกลับไปออสเตรเลียครั้งนี้ ความตั้งใจของผมคือการเรียน วันหนึ่งจึงเข้าไปดูเว็บไซต์ของ The University of New South Wales ที่เมืองซิดนีย์เพื่อหาข้อมูล และมีการแนะนำเกี่ยวกับทุนของรัฐบาลออสเตรเลีย พอเข้าไปอ่านแล้วรู้สึกสนใจทันที เพราะส่วนใหญ่ทุนอื่นๆ มักมีหัวข้อวิจัยบังคับมาให้ แต่ทุนของที่นี่ให้อิสระในการเลือกหัวข้อวิจัยเองไม่มีการตีกรอบทางความคิด ผมจึงตัดสินใจสมัครโดยเสนอหัวข้อวิจัยเรื่อง “โครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ” เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานบนพื้นฐานของความพอเพียง โดยรู้จักการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และอาจเพราะหัวข้อนี้ผมจึงได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ โดยเป็นทุนระดับปริญญาเอก รวมระยะเวลา 3 ปีเต็ม หลังจากกลับมาเมืองไทยความตั้งใจของผมคือการเป็นอาจารย์ ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาให้นักเรียนไทย เพื่อเด็กเหล่านี้จะก้าวขึ้นไปเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของชาติ
ดร. พิชัย ปมาณิกบุตร์: รองศาสตราจารย์ระดับ 9 สาขาวิศวกรรมการขนส่งและการวางแผนการขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทุนที่ผมได้รับคือ Endeavour Executive Awards ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับผมและประเทศไทย ที่ได้รับเกียรติจากทางรัฐบาลอสเตรเลีย และ ฯพณฯ มร. วิลเลียม แพทเทอร์สัน เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยมาเป็นผู้มอบรางวัลนี้ โดยมหาวิทยาลัยที่เลือกไปคือ Griffith University ที่เมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งการไปครั้งนี้เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลงานวิจัยร่วมกันระหว่าง ผมกับศาสตราจารย์ที่ออสเตรเลีย ซึ่งได้มีการทำวิจัยร่วมกันในโครงการกาญจนาภิเษกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มาก่อน ถ้ามีโอกาสระหว่างอยู่ที่นั่นผมตั้งใจไปเยี่ยมเยียนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย เพื่อดูว่าเขามีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ อะไรบ้าง ส่วนเรื่องที่ผมสนใจมากตอนนี้คือ เสียงรบกวนจากการจราจรของทางหลวง ซึ่งที่ต่างประเทศประชาชนริมทางหลวงกำลังมีปัญหามาก โดยเฉพาะบนทางด่วนที่รถวิ่งด้วยความเร็วจนเกิดเสียงดังรบกวนต่อความสงบสุข คนที่นั่นจึงลุกขึ้นมาฟ้องร้อง ซึ่งความจริงบ้านเราก็มีปัญหาเสียงรบกวนเหล่านี้เช่นกัน เพียงแต่คนยังไม่รู้ถึงสิทธิของตนเอง และไม่รู้ว่าเสียงที่ได้รับนั้นเกินมาตรฐานสากลไปมากแล้ว และเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองและครอบครัว ฉะนั้นการไปศึกษาที่ออสเตรเลียจะทำให้ผมรู้ระบบป้องกันต่างๆ ที่บ้านเขาใช้ เช่น การสร้างกำแพงในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการกันเสียงด้วยแนวต้นไม้ และเนินดิน เพื่อให้เกิดความกลมกลืมกับธรรมชาติ และอีกหลายเทคนิคที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบ้านเราได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่เลือกไปศึกษาที่ออสเตรเลียคือ ไทยกับออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ทางด้านวิชาการ และการเรียนการสอนที่ดีมาก มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้อยู่เป็นประจำ ส่วนตัวผมชื่นชมระบบการศึกษาของเขามาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันมีศาสตราจารย์คนไทยจำนวนมากที่เรียนจบจากออสเตรเลียแล้วนำความรู้มาพัฒนาระบบการศึกษาของไทย สิ่งนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า การศึกษาของเขายอดเยี่ยมเพียงใด ดร. ปานเทพ ลาภเกษร์: นักวิชาการศึกษา เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (อดีตผู้ได้รับทุนรัฐบาลออสเตรเลีย 2004-2007) “มหัศจรรย์” คงเป็นคำจำกัดความที่กระชับที่สุดสำหรับ การที่ผมมีโอกาสได้รัับทุนไปเรียนที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 3 ปี กับอีก 8 วัน
ย้อนกลับไปก่อนเดินทาง ผมรับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ดูเรื่องการกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศ จากนั้นพอทำงานได้ 7 ปี ผมเริ่มเห็นแนวโน้มว่า การปฎิรูปการศึกษาของไทยมีความละม้ายคล้ายคลึงกับออสเตรเลียในหลายด้าน เพราะทั้งสองประเทศต่างใช้ระบบของประเทศอังกฤษ เช่นการกระจายอำนาจสู่โรงเรียน หรือลักษณะของการปฏิรูปการเรียนการสอนในห้องเรียน ผมจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย และโชคดีที่ได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย (2004-2007) ความฝันจึงเป็นความจริงในที่สุด
ประสบการณ์ล้ำค่า วันหนึ่งรัฐบาลออสเตรเลียให้ผมและเพื่อนที่ได้รับทุนจากทั่วโลกประมาณ500 คน เข้าไปที่รัฐสภาเพื่อเยี่ยมชมศูนย์กลางอำนาจของออสเตรเลีย 1 วันเต็ม โดยรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้นักเรียนทุกคนนั่งเครื่องบินจากเมืองที่ตัวเองเรียนอยู่มุ่งหน้าสู่เมืองแคนเบอร์รา โดยมีงานเลี้ยงต้อนรับให้อีกด้วย ที่สำคัญคือเรามีโอกาสพูดคุยกับรัฐมนตรีการศึกษาของเขา ถือเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม อีกเรื่องคงเป็นสวัสดิการของที่นั่น ผมอยู่ที่เมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐวิคตอเรียที่พร้อมทั้งเทคโนโลยีทันสมัย และศิลปวัฒนธรรม ถ้าผมอยากดูละครโอเปร่า หรือการแสดงบัลเล่ต์แล้วใช้บัตรนักศึกษาซื้อตั๋วจะได้ลดถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาอยากให้ทุกคนได้โอกาสเข้าถึงงานศิลปะอย่างเท่าเทียม
กลับมาถึงเมืองไทย ตอนนี้ผมกลับมาทำงานที่กระทรวงฯเหมือนเดิม และได้นำความรู้มาใช้ประโยชน์ทันที เพราะสมัยเรียนผมเลือกทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่อง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังทำอยู่ นอกจากนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีโครงการที่ไทยกับออสเตรเลียกำลังร่วมมือพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในชั้นเรียน โดยผมเป็นคนหนึ่งในโครงการนี้ เราจะนำซอฟต์แวร์ดีๆ ของออสเตรเลียมาปรับใช้ในห้องเรียนไทยซึ่งตอนนี้ลงมือทำแล้วใน 52 โรงเรียนทั่วประเทศไทย
ชีวิต และอนาคต สำหรับการไปศึกษาในต่างประเทศ ผมแบ่งชีวิตเป็นสองสาวน ส่วนแรกคือ คนให้ทุน ย่อมคาดหวังให้เราเรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการให้มากที่สุด แต่ยังมีความรู้อื่นๆ อีกที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เป็นความรู้จากการอ่านหนังสือ ในออสเตรเลียมีห้องสมุดที่ทันสมัยที่สุดในโลก ฉะนั้นความรู้ที่เกิดจากการอ่าน และสนทนาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียนก็ทำให้เราได้ความรู้กลับมาเช่นกัน นอกจากได้ปริญญาบัตรแล้ว อีกด้านที่ต้องรู้จักคือ ปริญญาชีวิต ถ้าไปเรียนออสเตรเลียน่าจะเรียนรู้วิถีชีวิตของคนออสเตรเลีย เช่นผมเลือกเรียนทำอาหาร ปัจจุบันจึงได้เมนูเด็ดๆ หลายสูตร เช่นการทำอาหารโดยใช้เบียร์เป็นเครื่องปรุงเพียงอย่างเดียว หรือใครชอบเล่นกีฬา ออสเตรเลียก็เป็นประเทศที่มีกีฬามากมาย อย่างฟุตบอล ดำน้ำ หรือสกี เรียกว่าเล่นได้ตั้งแต่ฤดูร้อนจนถึงฤดูหนาว สำคัญที่สุด ความตั้งใจจริง แม้หนึ่งวันจะมีแค่ 24 ชั่วโมง แต่เราสามารถทำให้หนึ่งวันมีมากถึง 48 ชั่วโมงได้ ถ้าคิดได้อย่างนี้ คำว่า “สำเร็จ” คงอยู่ไม่ไกลเกินกว่าเอื้อมมือ
พญ. อารดา โรจนอุดมศาสาสตร์์: แพทย์อายุรกรรมประสาท โรงพยาบาลยะลา ได้รับทุน Endeavour Cheung Kong Research Fellowships ดิฉันฝันเสมอว่า อยากไปค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ ของระบบกล้ามเนื้อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียซึ่งมีศูนย์ข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่มาก
กระทั่งวันหนึ่งได้ยินข่าวเรื่องทุนของรัฐบาลออสเตรเลีย ดิฉันจึงตัดสินใจสมัคร โดยเขียนความตั้งใจว่าอยากเรียนเพื่อกลับมาช่วยคน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีดิฉันเป็นหมออายุรกรรมประสาทอยู่คนเดียว อาจเพราะข้อความนี้ดิฉันจึงได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนที่ University of Western Australia ซึ่งมีศาสตราจารย์เกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อเก่งๆ อยู่หลายคน ส่วนตัวจึงรู้สึกเหมือนฝันที่เป็นจริง
เนื่องจากทุนนี้มีระยะเวลา 6 เดือนดิฉันจึงตั้งใจศึกษาหาความรู้ให้มากที่สุด และเมื่อมีโอกาสไปยังคลังความรู้แห่งหนึ่งของโลกแล้ว นอกจากเรื่องกล้ามเนื้อที่ตั้งใจไว้ล่วงหน้า ดิฉันจะพยายามหาความรู้เกี่ยวกับโรคระบบประสาทอื่นๆด้วย นอกเหนือจากนี้คงเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตคนท้องถิ่น และสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามต่างๆของประเทศนี้ เพื่อเป็นกำไรให้ชีวิต เรียกว่าขอใช้เวลาทุกนาทีที่นั่นให้คุ้มค่าที่สุด
พอกลับถึงเมืองไทย ดิฉันตั้งใจนำความรู้ที่ได้ มาช่วยจัดตั้งระบบดูแลรักษาคนไข้ของโรงพยาบาลยะลาให้ดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนในสามจังหวัดชายแดนที่กำลังเดือดร้อนมาก ดิฉันจึงมุ่งมั่นกับการไปเรียนครั้งนี้มากและเชื่อว่าในปีต่อไปถ้าใครอยากได้ทุนดีๆ แบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้มีความตั้งใจจริงเท่านั้น "เชื่อว่าโอกาสจะมาถึงทุกคนแน่นอน"
ณัฐกานต์ ศุขโต์์: Client Solutions Executive บริษัท ACNielson (อดีตผู้ได้รับทุน Endeavour Asia Awards 2006 และทุนยกเว้นค่าเล่าเรียน University of Queensland) ถึงวันนี้ดิฉันกลับจากออสเตรเลียได้ครึ่งปีแล้ว รวมระยะเวลาที่ไปเรียนประมาณปีครึ่ง แต่ยังจำวันแรกที่สมัครทุนได้เป็นอย่างดี
ตอนนั้นดิฉันวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศอยู่แล้ว กระทั่งวันหนึ่งรู้ข่าวว่า รัฐบาลของออสเตรเลียมีทุนให้เรียนฟรีหลายด้าน ดิฉันจึงตัดสินใจสมัครทันทีเพราะไม่รู้ว่าโอกาสดีๆ แบบนี้จะมาอีกเมื่อไร นั่นจึงเป็นที่มาของปริญญาโทด้านการสื่อสารที่ดิฉันคว้ามาจาก University of Queensland ได้ในที่สุด หลังจากได้สัมผัสกับระบบการศึกษาออสเตรเลีย ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ มหาวิทยาลัยที่นั่นลงทุนเรื่องการเรียนรู้มาก เขามีศูนย์บริการและเครื่องอำนวยความสะดวกที่จะผลักดันให้นักศึกษา ได้รับประโยชน์เต็มที่เช่น ห้องสมุดอิเล็กโทรนิกส์ที่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ย้อนหลังได้มากกว่า 30 ปี
นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรการเขียนบทความภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพแก่นักเรียนต่างชาติ รวมทั้งหน่วยให้ความช่วยเหลืออีกมากที่บริการฟรี เพื่อความมั่นใจว่า นักศึกษาทุกคนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจริงๆ นอกเหนือจากความรู้ที่ได้กลับมาเต็มกระเป๋า ประสบการณ์มีค่าอีกอย่างของดิฉันคือ การได้รับคัดเลือกจากคณาจารย์ให้เป็นตัวแทนนักเรียนต่างชาติ มีหน้าทีช่วยประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสื่อต่างๆ รู้สึกภูมิใจมาก เพราะเหมือนเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไปในตัวด้วย
นอกจากนี้การได้มาใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียช่วยเปิดโลกทัศน์ของดิฉันให้กว้างขึ้น เพราะประเทศนี้มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ด้วยกัน จึงช่วยให้ดิฉันได้พูดคุยกับคนที่มีลักษณะต่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการทำงานในปัจจุบันที่ต้องให้คำปรึกษากับลูกค้าที่มาจากบริษัทหลายรูปแบบได้เป็นอย่างดี สำหรับดิฉัน ออสเตรเลียจึงเป็นเวทีสำหรับฝึกการใช้ชีวิตที่ดีแห่งหนึ่งของโลก
Australian Scholarships - Endeavour Awards [503KB] |