ขณะที่โลกเผชิญกับวิกฤตการณ์และความท้าทายด้านสุขภาพ ภูมิคุ้มกันระยะยาวที่ไม่ควรมองข้ามคือการเตรียมกำลังคนที่ผ่านการศึกษาอบรมในด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไห้พร้อมสำหรับอนาคต
เมื่อไม่นานมานี้ ดร. อลิซาเบ็ธ แบลคเบิร์น และนักวิจัยร่วมได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ดร.แบลคเบิร์นนับเป็นชาวออสเตรเลียคนที่ 11 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ และเป็นหนึ่งในหลายความสำเร็จของประเทศออสเตรเลียซึ่งรวมถึงเมื่อครั้งศาสตราจารย์แบร์รี่ มาร์แชลและศาสตราจารย์กิตติคุณโรบิน วอร์เรน จาก
The University of Western Australia ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 2005 เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความทุ่มเทที่ประเทศออสเตรเลียมีต่อการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์
นายแพทย์ นำ ตันธุวนิตย์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และผู้ได้รับรางวัลศิษย์เก่าออสเตรเลียยอดเยี่ยมปี 2008 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านแพทยศาสตร์และศัลยศาสตร์จาก
The University of Melbourne, Royal Melbourne Hospital Clinical School นายแพทย์นำกล่าวว่า “หลักสูตรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นนั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ดีที่สุดในซีกโลกใต้”
ภายหลังจากสำเร็จการศึกษา นายแพทย์นำเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีความขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญสาขานี้ในภาครัฐ จึงตัดสินใจกลับมาทำงานยังโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โดยใช้ความรู้ความสามารถก่อตั้งคลินิคฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหัวใจ นำเสนอแผนฟื้นฟูอย่างมีระบบตามแนวทางของมูลนิธิโรคหัวใจแห่งชาติของออสเตรเลียปี 2004 และแผนการดูแลที่อ้างอิงจากแนวปฏิบัติของหน่วยดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลโรยอลเมลเบิร์น
ดร. ประวิทย์ เตติวัฒน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เสนอแนะว่า “ทุกวันนี้ โลกได้หันความสนใจจากการรักษาพยาบาลไปสู่การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การบริหารจัดการสุขภาพจึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง เพราะจำเป็นต่อการนำเอานโยบายด้านสุขภาพไปปฏิบัติให้เป็นผล”
ดร. ประวิทย์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการบริหารจัดการสุขภาพจาก
The University of New England (UNE) ประเทศออสเตรเลีย ดร.ประวิทย์เล่าว่า การศึกษาด้านการบริหารจัดการสุขภาพในออสเตรเลียนั้นมอบข้อได้เปรียบหลายอย่างอันเป็นผลมาจากความคล้ายคลึงกันของระบบบริการสุขภาพของไทยและออสเตรเลียที่เป็นแบบผสมระหว่างภาครัฐและเอกชนเหมือนกัน แนวปฏิบัติหลายอย่างสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของไทย เช่น ระบบการบริหารจัดการสุขภาพที่เข้มแข็งโดยความร่วมมือของหลายฝ่าย เช่น นักวิจัย นักบริหาร ผู้ให้บริการและกลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้อง การธำรงรักษาแพทย์ในชนบทโดยอาศัยการลงทุนในด้านการวิจัย
ดร.เดวิด บริกส์ ผู้ประสานงานหลักสูตรการบริหารจัดการสุขภาพและการศึกษาเกี่ยวกับผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัย
UNE กล่าวว่า “ดร.ประวิทย์คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาในออสเตรเลียมาใช้ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการสุขภาพในไทย”
มหาวิทยาลัยหลายแห่งในออสเตรเลียสอนหลักสูตรเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
University of the Sunshine Coast (USC) เป็นสถาบันหนึ่งที่เชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ฟื้นฟู วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ พยาบาลศาสตร์ โภชนวิทยาและการกำหนดอาหาร และสาธารณสุขศาสตร์ รวมไปถึงการวิจัยและกิจกรรมอื่นๆในสาขานี้
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในด้านนี้ ดร.ประวิทย์แนะนำว่า
“ควรเข้าใจปัญหาในประเทศของเราและประเทศอื่นๆในภูมิภาค กำหนดเป้าหมายก่อนไปศึกษาเพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาใช้ประโยชน์ อย่าใส่ใจแค่ว่าเขาทำอะไร ให้เข้าใจว่าทำไมและอย่างไรด้วย พยายามประสานเครือข่ายความร่วมมือกับอาจารย์หรือสมาคมเพราะจะมีส่วนช่วยสร้างโอกาสความสำเร็จในการทำงานต่อไป”